ลองจินตนาการดูนะครับว่าถ้าเราซื้อนาฬิกาข้อมือเรือนเล็กๆ ให้ลูกหลานใส่เพื่อความปลอดภัย จะได้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนหรือติดต่อกันได้ตลอดเวลา แต่วันดีคืนดีกลับกลายเป็นว่ามีใครก็ไม่รู้สามารถเข้ามาแอบฟังบทสนทนาหรือรู้พิกัดของเราได้ตลอดเวลาผ่านนาฬิกาเรือนนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่พล็อตหนังระทึกขวัญที่ไหนไกล แต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับนักข่าวจากสำนักข่าวไวร์ดที่ถูกกลุ่มนักวิจัยด้านความปลอดภัยลองของด้วยการเจาะระบบนาฬิกาเด็กเรือนหนึ่งให้เห็นกันจะจะ
นาฬิกาเรือนที่ว่านี้เป็นนาฬิกาพลาสติกสีชมพูดูไม่มีพิษมีภัยอะไรเลยครับ แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูเหมือนของเล่นสำหรับเด็ก กลับแฝงไปด้วยจุดอ่อนมหาศาลที่ทำให้คนนอกสามารถเข้ามาควบคุมหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้โดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัวเลยสักนิด ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดของนาฬิกาเรือนใดเรือนหนึ่ง แต่มันเป็นปัญหาใหญ่ของห่วงโซ่การผลิตอุปกรณ์ประเภทระบุตำแหน่งด้วยจีพีเอสที่วางขายกันเกลื่อนตลาดในปัจจุบัน
## ช่องโหว่ที่คาดไม่ถึง
เกิดอะไรขึ้นกับนาฬิกาเรือนนี้กันแน่ คำตอบคือมันมีช่องโหว่ในระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาไม่รัดกุมพอครับ นักวิจัยพบว่าเพียงแค่รู้วิธีการเข้าถึงผ่านช่องว่างเล็กน้อยในระบบสื่อสารของนาฬิกา เขาก็สามารถสั่งการให้เครื่องส่งข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งออกมาได้แบบเรียลไทม์ แถมยังสั่งให้เครื่องเปิดไมโครโฟนเพื่อดักฟังเสียงรอบข้างได้อีกด้วย
ลองนึกภาพตามนะครับว่าถ้ามีคนไม่หวังดีใช้ช่องทางนี้ในการติดตามเด็กๆ หรือแอบฟังบทสนทนาในครอบครัว มันน่ากลัวขนาดไหน ข้อมูลการเดินทางที่ควรจะเป็นความลับของลูกหลานเรา กลับกลายเป็นข้อมูลสาธารณะที่ใครก็สามารถหยิบไปใช้ได้เพียงแค่มีความรู้เรื่องการเจาะระบบพื้นฐานเท่านั้น
## ความปลอดภัยที่หายไปในห่วงโซ่การผลิต
ปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวนาฬิกาเรือนเดียวครับ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ประเภทที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้หรือที่เรียกกันว่าอุปกรณ์อัจฉริยะ อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกผลิตออกมาโดยเน้นราคาถูกและฟีเจอร์ที่หวือหวา จนมองข้ามเรื่องความปลอดภัยพื้นฐานไปอย่างน่าเสียดาย
1. ผู้ผลิตมักใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและทำให้ราคาขายเข้าถึงได้ง่าย
2. กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนวางจำหน่ายทำได้ไม่ดีพอ ทำให้ช่องโหว่เหล่านี้หลุดรอดมาถึงมือผู้ใช้งานทั่วไป
3. การอัปเดตระบบความปลอดภัยทำได้ยากหรือไม่เคยมีการอัปเดตเลยหลังจากขายออกไปแล้ว
เบื้องหลังความง่ายของอุปกรณ์พวกนี้คือการที่ผู้ผลิตยอมแลกความปลอดภัยของผู้ใช้กับความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งในโลกยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันแบบนี้ ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่มันคือหัวใจสำคัญที่ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การที่อุปกรณ์ที่มีระบบระบุตำแหน่งและไมโครโฟนถูกวางขายโดยไม่มีเกราะป้องกันที่แน่นหนาพอ จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอย่างเราต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปไกลขึ้นทุกวัน คุณคิดว่าเราควรจะเชื่อมั่นในอุปกรณ์อัจฉริยะราคาประหยัดเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน และมีวิธีไหนบ้างไหมที่เราจะตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนตัดสินใจซื้อให้คนในครอบครัวใช้งาน
แหล่งที่มา: WIRED
โพสต์เมื่อ