ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งทำงานเพลิน ๆ อยู่ที่ทำงาน แล้วจู่ ๆ ก็มีแจ้งเตือนเด้งเข้ามือถือว่าท่อน้ำใต้ อ่างล้างจาน ที่บ้านเริ่มรั่วซึม หรือประตูหลังบ้านปิดไม่สนิท ระบบ Smart Home ในปัจจุบันเข้ามาช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะมาก แต่ปัญหาโลกแตกของคนทำบ้านอัจฉริยะก็คือ อุปกรณ์แต่ละค่ายมักจะคุยกันไม่รู้เรื่อง จนต้องมี hub ของแต่ละ brand เต็มบ้านไปหมด

ล่าสุด brand ขวัญใจมหาชนอย่าง Meross ได้เปิดตัวทางออกใหม่ที่จะช่วยเชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ด้วยการเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับตัวควบคุมกลางหรือ hub รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง MSH450P Matter Smart Hub Pro พร้อมด้วยชุด sensor อัจฉริยะใหม่อีก 4 รูปแบบที่ครอบคลุมการใช้งานในบ้านแทบทุกจุด โดยทางบริษัทคาดว่าจะเริ่มจัดส่งของให้กับคนที่จองตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน นี้แล้วครับ

ฮับตัวใหม่เชื่อมต่อได้กว้างขึ้นแต่มีเรื่องให้คิด

เจ้าตัว hub รุ่น MSH450P Matter Smart Hub Pro นี้ ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนกลางของบ้าน โดยจะเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย internet ในบ้านผ่านสาย Ethernet หรือจะเชื่อมผ่าน WiFi คลื่นความถี่ 2.4GHz ก็ได้ ตัว hub ตัวเดียวสามารถรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ของ Meross ได้สูงสุดถึง 32 เครื่องเลยทีเดียว ความเจ๋งคือมันรองรับมาตรฐาน Matter ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกลางที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่างค่ายคุยกันรู้เรื่อง ทำให้เราสามารถนำ sensor เหล่านี้ไปสั่งงานร่วมกับ platform ดัง ๆ อย่าง Apple Home, Google Home, Alexa และ Home Assistant ได้อย่างสบาย ๆ

แต่จุดที่อาจจะทำให้ผู้ใช้งาน Apple Home หลายคนต้องฉุกคิดนิดนึงก็คือ อุปกรณ์ sensor รุ่นใหม่ทั้ง 4 ตัวนี้ไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย Matter โดยตรง แต่จะเชื่อมต่อกับตัว hub MSH450P ผ่านระบบ Bluetooth Low Energy หรือเทคโนโลยี Bluetooth พลังงานต่ำ จากนั้นตัว hub ถึงจะแปลงสัญญาณส่งต่อไปยังระบบ Matter อีกที ซึ่งการใช้ระบบ Bluetooth แบบนี้อาจจะทำให้การตอบสนองช้ากว่าการเชื่อมต่อผ่านระบบอื่นโดยตรงอยู่บ้าง และอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้บางคนลังเล

ฟีเจอร์เด่นของฮับและระบบย้ายค่ายในคลิกเดียว

สำหรับใครที่มี hub รุ่นเก่าอย่าง MSH450 อยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะ Meross ออกแบบมาให้เราสามารถย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดจาก hub เครื่องเก่ามายังเครื่องใหม่นี้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่กดแตะครั้งเดียวใน app นอกจากนี้ตัว hub MSH450P ยังเก็บคลื่นวิทยุความถี่ 433MHz เอาไว้ด้วย เพื่อให้ยังคงใช้งานร่วมกับอุปกรณ์รุ่นเก่า ๆ ของ Meross ได้ตามปกติ

ความพิเศษอีกอย่างของ hub รุ่นนี้คือ มันสามารถส่งเสียงประกาศเตือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านออกมาดัง ๆ ได้เลย เช่น มีคนเปิดประตู หรือมีน้ำรั่ว โดยเราสามารถตั้งค่าข้อความเสียงเตือนได้เอง และมีภาษาให้เลือกหลากหลาย ยิ่งไปกว่านั้น Meross ยังบอกว่าระบบสัญญาณเตือนภัยในเครื่องและ sensor ที่ใช้งานร่วมกันจะยังคงทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าระบบเครือข่าย internet ในบ้านจะใช้งานไม่ได้ชั่วคราวก็ตาม

เจาะลึกเซนเซอร์ใหม่ 4 สหายดูแลบ้านรอบด้าน

มาดูกันที่ตัว sensor ใหม่ทั้ง 4 ตัวกันบ้างครับ เริ่มจากตัวแรกคือ MS120H สำหรับวัดอุณหภูมิและความชื้น ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 1.9 นิ้ว และมีลำโพงส่งเสียงเตือนในตัวที่ปรับระดับได้ดังสูงสุดถึง 100dB ซึ่งดังมาก ๆ ตัวนี้ไม่ได้บอกแค่ค่าอุณหภูมิธรรมดา ๆ นะครับ แต่ยังคำนวณค่าจุดน้ำค้าง หรือ dew point ความชื้นสัมบูรณ์ หรือ absolute humidity และค่าความต่างของแรงดันไอน้ำ หรือ vapour pressure deficit มาให้ด้วย โดยใช้ battery แบบเปลี่ยนได้ที่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 3 ปี

ตัวที่สองคือ MS220H สำหรับตรวจจับว่าประตูหรือหน้าต่างเปิดหรือปิดอยู่ ตัวนี้มีความพิเศษตรงที่เพิ่มระบบตรวจจับการสั่นสะเทือนที่ปรับระดับความไวได้ และมีระบบแจ้งเตือนหากเปิดหรือปิดประตูทิ้งไว้ มีเสียงเตือนในตัว มีไฟส่องสว่างตรงช่องประตู มี doorbell mode และมีปุ่มกดที่สามารถนำไปตั้งค่าเพื่อสั่งงานระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ในบ้านได้อีกด้วย โดยระบุอายุการใช้งาน battery ไว้สูงสุด 3 ปีเช่นกัน

ตัวที่สามคือ MS420H ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก sensor ตรวจจับน้ำรั่วรุ่นเดิมของ Meross โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจจับได้ทั้งน้ำรั่ว น้ำฝนหรือน้ำหยด สภาพอากาศหนาวจัดจนน้ำเป็นน้ำแข็ง และระดับน้ำได้ด้วย ตัวเครื่องมีลำโพงส่งเสียงเตือนปรับระดับได้ดังสูงสุด 100dB และมีสายเคเบิลตรวจจับยาว 1.5 เมตรแถมมาให้เพื่อเข้าถึงจุดที่ยากลำบาก แบรนด์เคลมว่าใช้งาน battery ได้นานสูงสุดถึง 4 ปีเลยทีเดียว

ปุ่มกดอัจฉริยะปรับเปลี่ยนหน้าจอได้

ตัวสุดท้ายคือ MS700H ซึ่งเป็นปุ่มกดอัจฉริยะที่สามารถตั้งโปรแกรมการทำงานได้ ตัวนี้เก๋ตรงที่มีหน้าจอที่สลับเปลี่ยนได้ 3 หน้าจอ และรองรับการตั้งค่าคำสั่งควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ ได้สูงสุดถึง 9 คำสั่ง นอกจากนี้บนหน้าจอยังแสดงค่าสภาพแวดล้อมอย่างอุณหภูมิและความความชื้นได้ และสามารถส่งเสียงเตือนเมื่อมีอุปกรณ์ตัวอื่นตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติได้ด้วย โดยใช้งาน battery ได้นานประมาณ 2 ปีครึ่ง ซึ่ง sensor ทั้ง 4 รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP66 และทนทานต่อสภาพอากาศที่อุณหภูมิตั้งแต่ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ความท้าทายบนระบบ Apple Home และราคาค่าตัว

แม้ว่า Meross จะอธิบาย feature เด็ด ๆ ของ sensor แต่ละตัวไว้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจจับการสั่นสะเทือน doorbell mode การตรวจจับน้ำรั่วแบบผสมผสาน หรือการตั้งค่าปุ่มกดของ MS700H ถึง 9 คำสั่ง แต่ในเอกสารประชาสัมพันธ์ยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า feature เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังระบบ Apple Home ผ่านมาตรฐาน Matter ได้ครบถ้วนหรือไม่ เพราะความสามารถในการใช้งานอาจแตกต่างกันไปในแต่ละ platform ดังนั้นใครที่ตั้งใจจะซื้อไปทำระบบอัตโนมัติใน Apple Home อาจจะต้องรอตรวจสอบข้อมูลการทำงานร่วมกันให้ดีก่อนกดสั่งซื้อครับ

ในส่วนของราคานั้น ตอนนี้เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าผ่านหน้าร้านค้าอย่างเป็นทางการของ Meross แล้ว โดยตัว hub MSH450P มีราคาช่วงสั่งซื้อล่วงหน้าที่ 26.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 900 บาท) ส่วน sensor รุ่น MS120H, MS220H และ MS420H หากซื้อแยกเดี่ยว ๆ จะอยู่ที่ตัวละ 22.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 760 บาท) หรือถ้าซื้อเป็นชุดเริ่มต้นพร้อม hub จะอยู่ที่ชุดละ 43.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,450 บาท) ขณะที่ปุ่มกดอัจฉริยะ MS700H ราคาแยกเดี่ยวอยู่ที่ 28.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 960 บาท) และราคาพร้อม hub อยู่ที่ 42.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,420 บาท) โดย sensor ทั้ง 4 ตัวนี้จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับ hub MSH450P เท่านั้นนะครับ

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ คิดว่าการที่ sensor รุ่นใหม่ยังต้องเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เข้ากับ hub แทนที่จะเชื่อมต่อตรงเข้าเครือข่าย Matter เลย จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการอัปเกรดบ้านอัจฉริยะของทุกคนในตอนนี้ไหมครับ