ลองจินตนาการถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิดนอกบ้านดูนะครับ หลายคนคงปวดหัวกับการต้องเดินสายไฟพาดผ่านผนัง หรือถ้าเลือกแบบไร้สายก็ต้องคอยปีนบันไดขึ้นไปถอดตัวกล้องลงมาชาร์จแบตเตอรี่อยู่ทุก ๆ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและวุ่นวายไม่น้อยเลยทีเดียว แต่จะดีแค่ไหนถ้าเรามีกล้องวงจรปิดไร้สายตัวเล็ก ๆ ที่ใช้แค่ถ่าน AA เพียง 2 ก้อน ก็สามารถทำงานได้ยาวนานถึง 2 ปีเต็มโดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันเลย

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงกล้องวงจรปิดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Blink Outdoor 2K+ ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นยอดนิยมอย่าง Blink Outdoor 4 แม้ว่าหน้าตาภายนอกจะดูแทบไม่ต่างจากเดิมเลย แต่ขอบอกว่าไส้ในและฟีเจอร์ต่าง ๆ ถูกอัปเกรดขึ้นมาอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความคมชัดของภาพที่กระโดดขึ้นมาเป็นระดับ 2K ที่ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดต่าง ๆ รอบบ้านได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิมมากครับ

ความละเอียดที่คมชัดขึ้นและราคาที่จับต้องได้ง่าย

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ Blink Outdoor 2K+ คือการขยับความละเอียดของภาพจากเดิมที่เป็นแบบ 1080p ในรุ่นก่อนหน้า ขึ้นมาเป็นระดับ 2K หรือความละเอียด 2560 x 1440 pixels ซึ่งช่วยให้ภาพที่ได้มีความคมชัดและเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ Blink ยังได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในที่แสงน้อยให้ดีขึ้น มีระบบตัดเสียงรบกวนที่ช่วยให้การสนทนาโต้ตอบแบบ 2 ทางผ่านกล้องมีความชัดเจนไม่มีเสียงลมหรือเสียงรบกวนภายนอกมาขัดจังหวะ และยังมาพร้อมกับระบบซูมแบบ digital ได้สูงถึง 4x อีกด้วย

สำหรับเรื่องของราคานั้น Blink Outdoor 2K+ เปิดตัวมาได้น่าสนใจมาก โดยมีราคาจำหน่ายในรูปแบบอุปกรณ์เสริมหรือ Add-on อยู่ที่เพียง 30.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,100 บาท) เท่านั้น หรือถ้าใครยังไม่มีระบบของ Blink ใช้งานอยู่ในบ้านเลย ก็สามารถเลือกซื้อชุดที่มาพร้อมกับ Sync Module Core ซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อกล้องเข้ากับเครือข่าย internet ในบ้าน โดยจ่ายเพิ่มอีกเพียง 4 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 140 บาท) เท่านั้น แต่ต้องโน้ตไว้หน่อยนะครับว่า Sync Module Core รุ่นเริ่มต้นนี้จะไม่รองรับการบันทึก video เก็บไว้ในเครื่องแบบ Local storage หากใครต้องการฟีเจอร์นี้อาจจะต้องมองหา Sync Module รุ่นอื่นแทนครับ

ดีไซน์ภายนอกที่คุ้นเคยและแบตเตอรี่สุดอึด

ถ้าเรานำ Blink Outdoor 2K+ มาวางเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Blink Outdoor 4 เราจะแทบแยกไม่ออกเลยครับ เพราะทั้ง 2 รุ่นใช้ดีไซน์กล่องสี่เหลี่ยมขอบมนขนาดกะทัดรัดเท่ากันเป๊ะ ๆ โดยมีมิติอยู่ที่ 2.8 x 2.8 x 1.6 นิ้ว หรือประมาณ 70 x 70 x 41 มิลลิเมตร ซึ่งข้อดีของการใช้ดีไซน์เดิมคือ หากใครที่ใช้งานรุ่นเก่าอยู่แล้วและอยากจะอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่นี้ คุณสามารถนำตัวกล้องใหม่ไปสวมเข้ากับฐานยึดเดิมที่เจาะผนังเอาไว้แล้วได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเจาะรูใหม่ให้เหนื่อยเลยครับ

ตัวกล้องมาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP65 ซึ่งหมายความว่ามันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทั้งสายฝน ฝุ่นละออง และสภาพอากาศแปรปรวนนอกบ้านได้อย่างสบาย ๆ ส่วนพลังงานนั้นขับเคลื่อนด้วยถ่าน AA จำนวน 2 ก้อน ซึ่งในกล่องจะแถมถ่าน Energizer Ultimate Lithium มาให้เลย โดยถ่านประเภท Lithium นี้จะมีราคาสูงกว่าถ่าน alkaline ทั่วไปพอสมควร แต่ก็เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Blink กล้าเคลมว่ากล้องตัวนี้สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 2 ปีเต็มเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขระยะเวลาการใช้งาน 2 ปีนี้ก็มีเงื่อนไขอยู่บ้างนะครับ เพราะ Blink คำนวณจากการใช้งานทั่วไปที่ตั้งค่าความละเอียดไว้ที่ 1080p และเปิดโหมดประหยัดพลังงานเอาไว้ ดังนั้นหากเราเปิดใช้งานที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 2K เต็มพิกัด หรือติดตั้งกล้องไว้ในจุดที่มีคนเดินผ่านไปมาบ่อย ๆ จนกล้องต้องบันทึกภาพบ่อยครั้ง ระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ย่อมลดลงตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น การที่เราสามารถเปลี่ยนถ่าน AA ทั่วไปได้เองโดยไม่ต้องรอชาร์จ หรือไม่ต้องถอดกล้องลงมาทั้งตัวก็นับว่าเป็นข้อดีที่สะดวกสบายมาก ๆ หรือถ้าใครอยากต่อไฟตรงก็ยังมีช่อง USB-C เป็นอีก 1 ทางเลือกให้ใช้งานได้เช่นกันครับ

ขั้นตอนการติดตั้งที่ง่ายและแอปพลิเคชันควบคุม

การเริ่มต้นใช้งาน Blink Outdoor 2K+ นั้นทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยากเลยครับ แม้ว่าคุณจะไม่เคยมีอุปกรณ์ของ Blink มาก่อนเลยก็ตาม โดยขั้นตอนแรกเราต้องติดตั้งและเปิดใช้งานผ่าน app Blink Home Monitor บน smartphone ก่อน โดยเริ่มจากการสแกน QR code ที่อยู่ด้านหลังของ Sync Module Core เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Wi-Fi ความถี่ 2.4GHz ของที่บ้าน ซึ่งตัว module นี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่าง router กับตัวกล้องผ่านสัญญาณวิทยุหรือ RF อีกทีเพื่อช่วยประหยัดพลังงานของตัวกล้องนั่นเอง

หลังจากติดตั้งตัว module เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มาจัดการกับตัวกล้องต่อ โดยเปิดฝาหลังของกล้องออกเพื่อใส่ถ่าน AA ทั้ง 2 ก้อน และในช่องใส่ถ่านนี้เองจะมี QR code สำหรับการตั้งค่าซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งเราต้องสแกนรหัสนี้ผ่าน app ก่อนที่จะปิดฝาหลังและขันสกรูให้แน่นหนา จากนั้นตัว app จะค้นหาอุปกรณ์และทำการจับคู่ให้โดยอัตโนมัติ เมื่อตั้งชื่อกล้องเสร็จแล้วเราก็สามารถนำกล้องไปติดตั้งบนฐานยึดนอกบ้านในตำแหน่งที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินสายไฟให้วุ่นวายเลยครับ

ในส่วนของ app Blink Home Monitor นั้นมีหน้าตาการใช้งานที่ค่อนข้างเข้าใจง่าย โดยหน้าจอหลักหรือ dashboard จะแสดงแถบ menu ของกล้องแต่ละตัวพร้อมภาพตัวอย่างล่าสุด มีปุ่มลัดสำหรับเปิดดูภาพสดแบบ Live view และปุ่มเปิดปิดระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าไปปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการปรับระดับความไวในการตรวจจับความเคลื่อนไหว การกำหนดพื้นที่เฉพาะเพื่อเลี่ยงการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น หรือแม้แต่การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพื่อไม่ให้กล้องบันทึกภาพในบางมุม รวมถึงยังมี sensor วัดอุณหภูมิในตัวที่ช่วยให้เราเช็กสภาพอากาศตรงจุดที่ติดตั้งกล้องได้อีกด้วย

แต่มีเรื่องที่ต้องพิจารณาคือ ฟีเจอร์ขั้นสูงบางอย่างของ Blink Outdoor 2K+ เช่น ระบบตรวจจับบุคคลและยานพาหนะ จะถูกจำกัดไว้ให้ใช้งานได้เฉพาะผู้ที่สมัครบริการรายเดือนหรือ Subscription เท่านั้น ซึ่งนี่ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่อยากมีค่าใช้จ่ายผูกพันในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของความคุ้มค่าด้าน hardware ความง่ายในการติดตั้ง และความคมชัดที่ได้ในราคาประหยัด กล้องตัวนี้ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการเริ่มต้นทำระบบความปลอดภัยในบ้านยุคปัจจุบันครับ

แล้วสำหรับคุณคิดว่ากล้องวงจรปิดไร้สายที่ใช้ถ่าน AA แบบนี้ ตอบโจทย์การใช้งานที่บ้านมากกว่ากล้องแบบชาร์จแบตเตอรี่ในตัวหรือเปล่าครับ?