เคยเป็นไหมครับ เวลาใส่หูฟังแบบสอดหูหรือ In-Ear นาน ๆ แล้วรู้สึกเจ็บหู อึดอัด หรือบางทีเดินถนนก็ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างจนเกือบเกิดอุบัติเหตุ หลายคนเลยหันมาซบหูฟังแบบหนีบหูหรือ Clip-on แทน แต่ปัญหาใหญ่ของหูฟังประเภทนี้คือมันมักจะตัดเสียงรบกวนรอบข้างไม่ได้เลย ทำให้เวลาไปอยู่ในที่เสียงดัง ๆ อย่างบนรถไฟฟ้าหรือร้านกาแฟแทบจะไม่ได้ยินเสียงเพลงเลย

แต่ล่าสุดแบรนด์อุปกรณ์เสริมชื่อดังอย่าง Baseus ได้แก้ปัญหานี้ให้เราแล้ว ด้วยการเปิดตัวหูฟังรุ่นใหม่ล่าสุดในประเทศจีนที่มีชื่อรุ่นว่า Baseus MC2 NC ซึ่งเป็นหูฟังแบบหนีบหูที่พกเอาระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation หรือ ANC มาให้ในตัว แถมยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำ ๆ อีกเพียบ ในราคาเปิดตัวที่จับต้องได้ง่าย ๆ เพียง 783 yuan (ประมาณ 3,700 บาท) เท่านั้นเองครับ

ดีไซน์หนีบหูเบาสบาย ไม่ลื่นหลุดง่าย

เจ้า Baseus MC2 NC ตัวนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นธรรมดาที่ไม่มีระบบตัดเสียงรบกวน ซึ่งเคยเปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนเมษายน และวางขายทั่วโลกไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในรุ่นใหม่นี้ยังคงจุดเด่นเรื่องการสวมใส่ที่สบายหูเอาไว้เป็นอย่างดี ตัวหูฟังไม่ได้สอดเข้าไปในรูหู แต่จะใช้ก้านรูปตัว C หรือ C-shaped bridge ในการหนีบเข้ากับใบหูด้านข้างแทน

เพื่อให้เราใส่ได้ยาว ๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่เจ็บหู ทาง Baseus ได้ออกแบบโครงสร้างการรองรับแบบ 4 จุด และใช้เฟรมด้านในแบบกลวง ทำให้น้ำหนักของหูฟังแต่ละข้างเบาหวิวเพียงแค่ 5.9 กรัมเท่านั้น นอกจากนี้เขายังแถมซิลิโคนรองหูที่สามารถถอดออกมาล้างทำความสะอาดได้มาให้ถึง 4 ขนาดในกล่อง เพื่อให้เข้ากับสรีระหูของแต่ละคนได้พอดีที่สุด

ตัวหูฟังมาพร้อมกับมาตรฐานกันฝุ่นและกันน้ำระดับ IP67 ทำให้เราสามารถใส่ออกกำลังกายลุยเหงื่อหรือวิ่งตากฝนปรอย ๆ ได้สบาย โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 สีสุดคลาสสิก ได้แก่ สีดำ Interstellar Black และสีครีม Star Moon Beige ใครชอบสไตล์ไหนก็เลือกแมตช์ได้ตามใจชอบเลยครับ

พลังเสียงระดับ Hi-Res และระบบตัดเสียงที่แปลกใหม่

เรื่องคุณภาพเสียงก็ไม่ธรรมดาเลยครับ เพราะภายในติดตั้งไดรเวอร์แบบ carbon-fiber dynamic drivers ขนาด 12 มิลลิเมตร พร้อมรองรับตัวแปลงสัญญาณเสียงคุณภาพสูงอย่าง LDAC และยังได้รับรองมาตรฐานเสียงระดับ Hi-Res Audio Wireless อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ เขายังใส่เทคโนโลยีตรวจวัดการได้ยินของ Mimi เข้ามาช่วยทดสอบความไวต่อเสียงในแต่ละย่านความถี่ของหูเรา เพื่อสร้างโปรไฟล์เสียงที่ปรับแต่งมาให้เข้ากับหูของเราโดยเฉพาะอีกต่างหาก

ส่วนไฮไลต์เด็ดอย่างระบบตัดเสียงรบกวน ANC นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับหูฟังทรงหนีบหูที่ไม่ได้อุดรูหูของเราไว้ แต่ Baseus เคลมว่าพวกเขาสามารถลดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง -50dB เลยทีเดียว โดยทำงานร่วมกันระหว่างแผ่นซิลิโคนช่วยบล็อกเสียงทางกายภาพ และระบบ ANC อัจฉริยะที่คอยปรับการตัดเสียงตามรูปทรงหูและสภาพแวดล้อมรอบตัวเราแบบเรียลไทม์

เวลาเราใช้คุยโทรศัพท์ ตัวหูฟังก็มีไมโครโฟนมาให้ถึง 6 ตัว ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยตัดเสียงลมและเสียงรบกวนรอบข้าง และยังมีเทคโนโลยีเสียงแบบกำหนดทิศทางหรือ directional audio ที่ช่วยควบคุมไม่ให้เสียงเพลงหรือเสียงสนทนาของเราเล็ดลอดออกไปให้คนข้าง ๆ ได้ยิน เพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดีมาก ๆ ครับ

สมองกล AI และแบตเตอรี่อึดข้ามวัน

ความล้ำยังไม่หมดแค่นั้นครับ Baseus MC2 NC ยังได้รับการติดตั้งฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI จากค่ายดังอย่าง DeepSeek, Alibaba (Qwen) และ Doubao โดยเมื่อเราเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชันของ Baseus จะสามารถใช้งานเครื่องมือเจ๋ง ๆ ได้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นการถอดข้อความจากเสียงบันทึก ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ และระบบแปลภาษาแบบต่อหน้าต่อตาที่รองรับมากถึง 21 ภาษาเลยทีเดียว

สำหรับการเชื่อมต่อจะใช้เทคโนโลยี Bluetooth 6.0 รุ่นใหม่ล่าสุด รองรับการเชื่อมต่อแบบหลายอุปกรณ์พร้อมกันหรือ multipoint pairing ทำให้เราสลับใช้งานระหว่างโทรศัพท์กับโน้ตบุ๊กได้ทันที และที่น่าสนใจคือรุ่นนี้เลือกใช้ปุ่มกดแบบกดจริง ๆ แทนระบบสัมผัส ทำให้เราหมดปัญหาเรื่องมือไปโดนปุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจเวลาปรับตำแหน่งหูฟังครับ

ปิดท้ายด้วยเรื่องของแบตเตอรี่ที่อึดสะใจมาก ๆ โดยเราสามารถใช้งานได้ยาวนานรวมสูงสุดถึง 60 ชั่วโมงเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ในกรณีที่ปิดระบบ ANC และใช้งานได้นานถึง 42 ชั่วโมงหากเปิดระบบ ANC ทิ้งไว้ และหากวันไหนรีบ ๆ ชาร์จไฟทิ้งไว้แค่ 10 นาที ก็สามารถเอาไปฟังเพลงต่อได้ยาว ๆ ถึงประมาณ 3 ชั่วโมงแล้วครับ

ตลาดหูฟังแบบหนีบหูตอนนี้กำลังเดือดจริง ๆ ครับ เพราะนอกจาก Baseus แล้ว ทางแบรนด์ QCY ก็เพิ่งเปิดตัวรุ่น Crossky C70 ที่มีไดรเวอร์คู่ รองรับ LDAC และแบตเตอรี่ 50 ชั่วโมงออกมาชิงเค้กด้วย เช่นเดียวกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Vivo ที่โดดมาร่วมวงเปิดตัวหูฟังหนีบหูรุ่นแรกของค่ายที่ใช้ไดรเวอร์ 12 มิลลิเมตร พร้อมแบตเตอรี่ 42 ชั่วโมงเช่นกัน แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ คิดว่าหูฟังทรงหนีบหูที่มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบนี้ จะตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของตัวเองมากกว่าหูฟังแบบเดิม ๆ ไหมครับ?