ช่วงนี้ถ้าเราสังเกตดูเทรนด์การออกแบบพื้นที่พักผ่อนและโรงแรมยุคใหม่ จะเห็นว่าเขาเริ่มเบื่อกับการตกแต่งแบบมาตรฐานที่เหมือนก๊อปปี้วางจากที่อื่นแล้ว หันมาเน้นการออกแบบที่เข้ากับบรรยากาศท้องถิ่นและการนำตึกเก่ามารีโนเวทใหม่ให้เกิดประโยชน์กันมากขึ้น เหมือนอย่างที่เราเห็นในโปรเจกต์แปลงโฉมตึกเก่าอายุนับร้อยปีให้กลายเป็นโรงแรมสุดเท่แห่งใหม่ในเมือง Cincinnati ที่น่าสนใจสุด ๆ

คืนชีพตึกเก่าร้อยปี

โรงแรม Fidelity Hotel แห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์สไตล์ Beaux-Arts หรือสถาปัตยกรรมคลาสสิกแบบฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า Gwynne Building ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกยุคต้นศตวรรษที่ 20 อย่าง Ernest Flagg และเคยใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของ Procter & Gamble มาก่อน การแปลงโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นโรงแรมขนาด 165 ห้องพักในครั้งนี้ จึงเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ในการรักษากลิ่นอายประวัติศาสตร์เอาไว้ พร้อม ๆ กับตอบโจทย์ความต้องการของคนที่มาพักผ่อนใจกลางเมืองในยุคปัจจุบัน

ทางผู้พัฒนาอย่าง New Waterloo เลือกใช้วิธีการทำงานที่ละเอียดอ่อน โดยเชื่อว่าการสร้างความรู้สึกผูกพันกับพื้นที่รอบตัวจะโดนใจนักเดินทางยุคนี้มากกว่า พอเราก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความหรูหราแบบอบอุ่น ไม่ใช่ความเรียบง่ายแบบเย็นชาหรือความหรูหราแบบอวดอ้าง ทีมออกแบบจากบริษัท Looney & Associates ในเมือง Dallas เลยเลือกใช้การตกแต่งหลายชั้นให้อารมณ์เหมือนบ้าน เพื่อดึงเอาประวัติศาสตร์ของเมือง Cincinnati ที่เคยได้ฉายาว่าปารีสแห่งอเมริกาออกมาเล่าเรื่อง

ดีเทลกลิ่นอายอดีต

การอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ไม่ได้ทำแค่ผิวเผิน แต่ถูกใส่ไว้ในโถงทางเข้าขนาดใหญ่ที่มีการทำเพดานโค้งและโครงสร้างเหล็กขึ้นมาใหม่ เพื่อจำลองบรรยากาศดั้งเดิมที่เคยมีอยู่ เสริมด้วยการติดวอลเปเปอร์ลวดลายโดดเด่น พื้นหินอ่อนธรรมชาติที่ปูเป็นลวดลายเรขาคณิต และงานศิลปะที่คัดสรรมาอย่างดีจากศิลปินท้องถิ่น เพื่อลดความแข็งกระด้างของความยิ่งใหญ่อลังการแบบโบราณลง

เดินทะลุผ่านทางเดินโค้งเว้าเข้าไป จะเจอกับห้องอาหารหลักชื่อ Gwynne ที่คุมโทนด้วยสีชมพูแซลมอนอ่อน โดยมีเชฟ Brad Bernstein มาดูแลเมนูอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากลุ่มแม่น้ำ Ohio River Valley และสะท้อนประวัติศาสตร์หมูย่างของเมืองนี้ ใกล้กันนั้นยังมีคาเฟ่ Cora's All Day Café ที่ได้ไอเดียมาจากตลาดเก่าแก่ในย่าน Fountain District พื้นที่ทั้งสองส่วนนี้ถูกออกแบบให้เป็นจุดพบปะสังสรรค์และเปรียบเสมือนห้องนั่งเล่นกลางเมืองสำหรับทุกคน

จัดสรรพื้นที่เพื่อการพักผ่อน

ประสบการณ์ส่วนใหญ่ของแขกที่มาพักถูกกำหนดด้วยการเลือกใช้วัสดุที่สัมผัสได้จริง ห้องพักถูกออกแบบให้มีสไตล์เหมือนอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็ก ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองเหมือนห้องนั่งเล่นส่วนตัว แทนที่จะเป็นห้องพักโล่งกว้างไร้ชีวิตชีวา การใช้ทองเหลืองที่ไม่เคลือบเงา พื้นไม้เนื้อแข็ง และสิ่งทอหลายชั้น ช่วยให้การตกแต่งภายในดูเหมือนค่อย ๆ พัฒนาและสะสมมาตามกาลเวลา รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างมินิบาร์จากท้องถิ่นและเสื้อคลุมอาบน้ำนุ่ม ๆ จากแบรนด์ Parachute

ทั่วทั้งอาคารมีการใช้โทนสีเข้มขึ้นร่วมกับการตกแต่งด้วยคิ้วกรอบผนัง เพื่อเชื่อมโยงระหว่างความเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งช่วยปรับสัดส่วนของห้องที่อาจจะดูกว้างหรือแคบจนเกินไปให้รู้สึกพอดีตา การบูรณะตึก Gwynne Building ที่ขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์แห่งชาตินี้มีความซับซ้อนทางเทคนิคค่อนข้างมาก เพราะตัวอาคารดั้งเดิมประกอบด้วยตึกที่แตกต่างกันถึง 4 ตึกมารวมกัน ซึ่งแต่ละตึกมีความสูงของพื้นและระบบโครงสร้างที่ไม่เท่ากัน

เปิดรับแสงและอากาศ

เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทีมสถาปนิกและวิศวกรจึงสร้างคอร์ทรับแสงขนาดใหญ่สูง 4 ชั้น พร้อมบันไดวนส่วนกลางขึ้นมาใหม่ นอกจากจะช่วยรักษาเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว ฟีเจอร์นี้ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ใจกลางอาคาร ที่ช่วยดึงอากาศและแสงธรรมชาติเข้าไปสู่พื้นที่ภายในที่เคยอึดอัด นอกจากนี้การเปิดใช้งานระเบียงที่เคยถูกปิดตายไปแล้วอีกครั้ง ยังช่วยให้แขกที่มาพักมองเห็นวิวเส้นขอบฟ้าของเมือง และเชื่อมโยงโรงแรมเข้ากับบรรยากาศใจกลางเมืองได้เป็นอย่างดี

ท่ามกลางตลาดโรงแรมในย่านนี้ที่มีคู่แข่งสไตล์อาร์ต ๆ อย่าง 21c Museum Hotel อยู่แล้ว ทาง Fidelity Hotel เลือกที่จะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองโดยไม่พึ่งพางานศิลปะชิ้นใหญ่หรือลูกเล่นหวือหวา แต่เน้นไปที่ผลลัพธ์รวมของงานสถาปัตยกรรม วัสดุ และรายละเอียดที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวอาคารดั้งเดิม การให้ชีวิตใหม่กับตึกเก่าโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิมทิ้งไป จึงเป็นวิธีที่ทำให้ตึกประวัติศาสตร์แห่งนี้ยังคงมีความหมายในโลกยุคปัจจุบัน คุณคิดว่าการนำตึกเก่าอายุร้อยปีมารีโนเวทใหม่แบบนี้ เป็นวิธีอนุรักษ์ที่ดีที่สุดหรือควรปล่อยให้มันเป็นไปตามกาลเวลาดี