ช่วงนี้ใครกำลังฮึดอยากจะลุกขึ้นมาเคลียร์บ้าน จัดห้องใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง น่าจะเคยได้ยินกฎการจัดระเบียบสารพัดวิธีที่แชร์กันอยู่ในอินเทอร์เน็ตจนจำขึ้นใจกันมาบ้างแล้ว บางทีเราก็พยายามทำตามอย่างเคร่งครัดเพราะคิดว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้บ้านสะอาดเอี่ยมได้ตลอดเวลา แต่พอทำจริงเข้ากลับรู้สึกเหนื่อยและตึงเครียดเกินไปจนเกือบจะถอดใจเลิกจัดบ้านไปเลย
เรื่องราวมันมีอยู่ว่า เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบบ้านมืออาชีพเขาออกมาสารภาพกันตรง ๆ แล้วว่า กฎเกณฑ์การเคลียร์ของเก่าทิ้งแบบเดิม ๆ บางข้อเนี่ย มันอาจจะไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะ ๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะวิถีชีวิตและการใช้ชีวิตของพวกเราเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะมาก จนกฎพวกนี้กลายเป็นเรื่องที่ตึงเกินไปและใช้งานจริงได้ยากในชีวิตประจำวัน
กฎชิ้นใหม่เข้ามา ชิ้นเก่าต้องออกไปจริงหรือ
กฎข้อแรกที่โดนพูดถึงบ่อยมากคือ กฎเข้าหนึ่งออกหนึ่ง หรือแนวคิดที่ว่าทุกครั้งที่เราซื้อของใหม่เข้าบ้าน เราต้องจำใจกำจัดของเก่าออกไป 1 ชิ้นทันทีเพื่อไม่ให้ของล้นบ้าน แม้ฟังดูจะเป็นวิธีที่ช่วยคุมปริมาณของได้ดี แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกลับมองว่ามันโบราณและเข้มงวดจนเกินไป
Kenika Williams ผู้ก่อตั้งบริษัท Tidied by K บอกว่า มันก็ฟังดูเป็นแผนที่ดีนะและถ้าใครทำแล้วเวิร์กก็ทำต่อไปได้เลย แต่เธอกลับมองว่าไม่ใช่ทุกการซื้อของชิ้นใหม่จะต้องมาจากการที่เราต้องไปไล่เคลียร์ของเก่าทิ้งเสมอไป
ทางด้าน Jayna Lattimore ผู้ก่อตั้งบริษัท Ordered Professional Organizing ก็คิดแบบเดียวกัน เธออธิบายว่าการจัดบ้านควรจะเป็นจังหวะชีวิตที่ไหลลื่นไปตามธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นการตอบสนองแบบหน้ามือเป็นหลังมือกับทุกครั้งที่เราอยากซื้อของใหม่เข้าบ้าน
จัดบ้านให้ยืดหยุ่นดีกว่ามานั่งจับผิดทุกชิ้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ถ้าเราหมุน 1 รอบสำรวจบ้านเป็นระยะตลอดทั้งปี แล้วคอยคัดเอาของที่เราไม่ได้ใช้หรือไม่อยากเก็บไว้ออกไปตามความเหมาะสมอยู่แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งบีบตัวเองหาของทิ้งทุกครั้งที่เพิ่งซื้อของชิ้นใหม่เข้ามาหรอก
สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการตั้งใจจริงที่จะไม่พยายามเอาของที่ไม่มีที่เก็บเข้ามาไว้ในบ้านตั้งแต่แรกต่างหาก ของทุกชิ้นที่เราซื้อเข้ามาควรจะมีพื้นที่ประจำของมันเองอย่างเป็นธรรมชาติและใช้งานได้จริง
นอกจากนี้บ้านที่ถูกจัดระเบียบมาอย่างดีควรจะเปิดช่องว่างเผื่อไว้สำหรับการซื้อของใหม่เข้ามาบ้างเป็นครั้งคราว การจัดระเบียบที่แท้จริงต้องตั้งใจเว้นพื้นที่สำหรับการเติบโตไว้ล่วงหน้าด้วย
ถ้าลิ้นชักเต็มทุกซอกทุกมุม ระบบจะพังทันที
Lattimore ยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าลิ้นชัก ชั้นวาง หรือตู้เสื้อผ้าของเราถูกยัดจนแน่นเอี๊ยดเต็มความจุทันทีที่เราจัดเสร็จ ระบบการจัดเก็บทั้งหมดจะพังไม่เป็นท่าทันทีที่มีของชิ้นใหม่หลุดเข้ามาในบ้าน
นอกจากเรื่องของใช้ทั่วไปแล้ว อีกหนึ่งกฎเหล็กยอดฮิตที่หลายคนคุ้นเคยกันดีก็คือ กฎการทิ้งเสื้อผ้าตัวไหนที่ไม่ได้ใส่มานานครบ 1 ปีเต็ม ก็ไม่ควรได้อยู่ต่อในตู้เสื้อผ้าของเราอีกต่อไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมีข้อยกเว้นสำหรับกฎข้อนี้เหมือนกันนะ ถ้าเกิดว่าเรายังรักเสื้อผ้าตัวนั้นมาก ๆ แม้ว่าจะหยิบมาใส่ไม่บ่อยด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเก็บมันไว้
กฎเรื่องเวลากับตู้เสื้อผ้าที่อาจต้องยกเว้น
Millie Naor ผู้ก่อตั้งบริษัท Bella Organizers บอกว่า หัวใจสำคัญคือการจำกัดปริมาณของเสื้อผ้าประเภทนี้ให้พอดี และต้องเข้าใจว่าเสื้อผ้าตัวไหนในตู้ของเราที่พิเศษจริง ๆ จนคุ้มค่าที่จะยอมเสียพื้นที่เก็บมันไว้
Beth Ruck ผู้ก่อตั้งบริษัท Conquering Clutter ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ปลื้มกับกฎจำกัดเวลาข้อนี้สักเท่าไหร่เพราะมีเหตุผลหลายอย่างประกอบกัน
เธอบอกว่าการเอาเรื่องของเวลามากำหนดเป็นเส้นตายไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดในการตัดสินใจว่าเราควรเก็บเสื้อผ้าตัวไหนไว้ต่อ แต่มันยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ต้องเอามานั่งชั่งน้ำหนักร่วมกันด้วย
เช็กลิสต์ง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจเก็บหรือทิ้ง
Ruck แนะนำว่า ถ้าเรายังลังเลอยู่ว่าจะเก็บเสื้อผ้าตัวนั้นไว้ดีไหม แทนที่จะดูแค่ว่าปีนี้ใส่หรือยัง ให้ลองถามตัวเองด้วยคำถามง่าย ๆ แทน เช่น เสื้อผ้าตัวนี้มันเอาไปแมตช์ใส่กับเสื้อผ้าอื่น ๆ ที่เรามีอยู่แล้วเพื่อแต่งตัวเป็นชุดได้จริงหรือเปล่า
รวมถึงลองประเมินดูด้วยว่าเสื้อผ้าตัวนั้นมันยังเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันนี้อยู่ไหม แทนที่จะยึดติดกับตัวเลขเวลาเดิม ๆ ที่อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว คุณมีเสื้อผ้าตัวเก่งชิ้นไหนในตู้ที่รอดพ้นจากการโดนคัดทิ้งมาได้แม้จะไม่ได้ใส่มานานแล้วบ้าง
ที่มา: Latest Content - House Beautiful