ช่วงนี้ถ้าใครกำลังเล็งสมาร์ทโฟนระดับกลางค่อนไปทางสูงรุ่นใหม่ คงจะเริ่มปวดหัวกับตัวเลือกในตลาดที่มีออกมาให้ช้อปกันไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะการมาถึงของ Vivo V80 รุ่นล่าสุดที่เล่นปรับราคาเปิดตัวกระโดดขึ้นไปไกลกว่ารุ่นก่อนหน้าแบบผิดหูผิดตา จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นนี้ เราจะได้อะไรกลับมาคุ้มค่าแค่ไหนกันแน่

วันนี้เราเลยจะพามาเทียบให้เห็นกันชัด ๆ ระหว่าง Vivo V80, Oppo F35 Pro 5G และ Motorola Edge 70 Pro+ ว่าแต่ละค่ายเขามีทีเด็ดอะไรมาสู้กันบ้าง เพื่อช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่ารุ่นไหนจะตอบโจทย์การใช้งานและคุ้มค่ากับเงินในกระเป๋ามากที่สุด

เปิดศึกเทียบราคาและรุ่นความจุในตลาด

เริ่มต้นกันที่ประเด็นร้อนอย่างราคาเปิดตัวในอินเดีย โดยทาง Vivo ได้ขยับตำแหน่งของ Vivo V80 ให้ขึ้นไปชนกับสมาร์ทโฟนระดับที่สูงขึ้น โดยรุ่นความจุ 8GB + 128GB เปิดราคามาที่ 62,999 รูเปียห์ (ราว 25,000 บาท) รุ่น 8GB + 256GB ราคา 69,999 รูเปียห์ (ราว 28,000 บาท) และรุ่นใหญ่สุด 8GB + 512GB ราคา 79,999 รูเปียห์ (ราว 32,000 บาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง Vivo V70 ที่เปิดตัวความจุ 256GB ไว้ที่ 45,999 รูเปียห์ (ราว 18,500 บาท) ทำให้รุ่นใหม่นี้แพงขึ้นกว่าเดิมราว 24,000 รูเปียห์ (ราว 9,600 บาท) เลยทีเดียว

ส่วนคู่แข่งอย่าง Oppo F35 Pro 5G ทำราคาออกมาจับต้องได้ง่ายกว่า โดยรุ่น 6GB + 128GB ราคา 45,999 รูเปียห์ (ราว 18,500 บาท) รุ่น 8GB + 128GB ราคา 49,999 รูเปียห์ (ราว 20,000 บาท) และรุ่น 8GB + 256GB ราคา 54,999 รูเปียห์ (ราว 22,000 บาท) ขณะที่ Motorola Edge 70 Pro+ จัดรุ่นความจุ 12GB + 256GB มาให้ในราคา 47,999 รูเปียห์ (ราว 19,000 บาท)

นอกจากนี้แต่ละค่ายยังมีโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมต่างกันไป เช่น Vivo มีส่วนลดเงินคืนหรือส่วนลดแลกเครื่องสูงสุด 10% พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล Google One ให้ใช้ฟรี และส่วนลดประกันเครื่อง โดยหลังหักส่วนลดแล้วรุ่นเริ่มต้นของ Vivo V80 จะอยู่ที่ราว 56,700 รูเปียห์ (ราว 22,500 บาท) ส่วน Motorola Edge 70 Pro+ จะเหลือราคาหลังหักส่วนลดราว 44,999 รูเปียห์ (ราว 18,000 บาท) โดยทาง Oppo F35 Pro 5G เริ่มวางขายตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ตามมาด้วย Vivo V80 ในวันที่ 13 ตุลาคม ส่วน Motorola วางขายมาตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนแล้ว

หน้าจอและดีไซน์ใครบางเบากว่ากัน

ในด้านการออกแบบและหน้าจอแสดงผล Motorola Edge 70 Pro+ คว้าแชมป์ความบางและเบาที่สุดด้วยความบางเพียง 7.19 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 190 กรัม มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด 2772 x 1272 พิกเซล อัตรารีเฟรช 144Hz และมีความสว่างสูงสุดถึง 5,200 นิต พร้อมรองรับ HDR10+ และขอบเขตสีแบบ 10-bit ส่วนตัวเครื่องด้านหลังมีดีไซน์ผิวสัมผัสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผ้าไหม ลายทอน และลายไม้ ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 7i และขอบตัวเครื่องพลาสติก

ขยับมาที่ Vivo V80 ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาดเล็กลงมาหน่อยอยู่ที่ 6.59 นิ้ว ความละเอียด 2750 x 1260 พิกเซล อัตรารีเฟรช 144Hz ความสว่างสูงสุดเฉพาะจุด 5,000 นิต รองรับ HDR10+ และลดการกะพริบหน้าจอแบบ PWM dimming ที่ 4320Hz แต่มีข้อสังเกตว่าอัตรารีเฟรช 144Hz จะใช้งานได้เฉพาะบางแอปพลิเคชันที่กำหนดเท่านั้น ตัวเครื่องด้านหลังเป็นกระจก และในกล่องยังมีหัวชาร์จ เคส และฟิล์มกันรอยแถมมาให้พร้อมสรรพ

ปิดท้ายที่ Oppo F35 Pro 5G มากับหน้าจอขนาดกลาง 6.77 นิ้ว แบบ AMOLED ความละเอียด 2772 x 1272 พิกเซล อัตรารีเฟรชสูงสุด 144Hz แต่มีความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 3,600 นิต ซึ่งน้อยกว่าสองรุ่นแรกแต่ใช้งานจริงแทบไม่เห็นความต่าง ด้านงานประกอบใช้กรอบตัวเครื่องอะลูมิเนียมอัลลอย แต่ตัวเครื่องจะหนาและหนักที่สุดในกลุ่มด้วยความหนา 8.4 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 210 กรัม

สเปกกล้องและความสามารถในการถ่ายภาพ

เรื่องกล้องคือจุดที่ทั้ง 3 รุ่นมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน โดย Vivo V80 จัดกล้องหลัง 3 ตัวที่จูนสัญชาติเยอรมันกับทาง ZEISS ประกอบด้วยกล้องหลักเซนเซอร์ Sony LYTIA 700V ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมกันสั่น OIS, กล้องเทเลโฟโต้ Sony IMX882 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ซูมแบบออปติคอล 3 เท่า และกล้องอัลตร้าไวด์ 8 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมตัวนี้ยังรองรับการถ่ายภาพบุคคลที่ระยะ 85 มิลลิเมตร และ 100 มิลลิเมตร ส่วนกล้องหน้าให้มาที่ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมออโต้โฟกัส รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps พร้อมฟิลเตอร์สีแนวภาพยนตร์

ทางฝั่ง Motorola Edge 70 Pro+ ให้กล้องหลังความละเอียด 50 ล้านพิกเซลมาทั้ง 3 ตัวเช่นกัน แต่กล้องเทเลโฟโต้ใช้เลนส์แบบเพอริสโคปซูม 3.5 เท่า และกล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลที่ให้มุมมองกว้างถึง 122 องศา กว้างกว่าของ Vivo และ Oppo ที่ให้มา 8 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps พร้อม HDR10+ และสโลว์โมชัน 4K ที่ 120fps

สำหรับ Oppo F35 Pro มากับกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซลพร้อมกันสั่น OIS และกล้องอัลตร้าไวด์ 8 ล้านพิกเซล ไม่มีเลนส์ซูมเทเลโฟโต้มาให้ แต่กล้องหน้า 50 ล้านพิกเซลให้มุมมองกว้างถึง 100 องศา กว้างกว่ากล้องหน้าของ Vivo โดยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 30fps สรุปคือสายซูมและชอบวิดีโอเฟรมเรตสูงต้องยกให้ Vivo และ Motorola

ขุมพลังประสิทธิภาพและแบตเตอรี่

มาดูกันที่เรื่องความแรงบนหน้ากระดาษ Motorola Edge 70 Pro+ ให้ฮาร์ดแวร์แรงที่สุดด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8500 Extreme จับคู่กับแรมแบบ LPDDR5X ขนาด 12GB และความจุ UFS 4.1 พร้อมห้องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 4,600 มม.²

ขณะที่ Vivo V80 เลือกใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 7 Gen 4 พร้อมแรม LPDDR4X ขนาด 8GB และความจุ UFS 3.1 ส่วน Oppo F35 Pro 5G ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 7360 Max พร้อมแรม LPDDR4X และความจุ UFS 3.1 โดยทั้งสองรุ่นหลังไม่มีช่องใส่การ์ดหน่วยความจำเสริมมาให้

ในส่วนของแบตเตอรี่ Oppo ครองแชมป์ความจุแบตเตอรี่ใหญ่สะใจถึง 8,000 มิลลิแอมป์ พร้อมชาร์จไวมีสาย 80 วัตต์ ทางด้าน Vivo ให้แบตเตอรี่มา 7,200 มิลลิแอมป์ ชาร์จไว 90 วัตต์ ส่วน Motorola ให้แบตเตอรี่ซิลิคอนคาร์บอนมาที่ 6,500 มิลลิแอมป์ รองรับชาร์จไวมีสาย 90 วัตต์ ชาร์จไร้สาย 15 วัตต์ และยังรองรับการชาร์จไร้สายย้อนกลับให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วย

ซอฟต์แวร์และการอัปเดตระยะยาว

ด้านซอฟต์แวร์ Vivo V80 แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 บนพื้นฐาน Android 17 โดยทาง Vivo จัดเต็มสัญญาการอัปเดตความปลอดภัยให้ยาวนานถึง 6 ปี

ทางฝั่ง Oppo F35 Pro 5G รันมาด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 16.5 การันตีอัปเดตเวอร์ชัน Android 3 รุ่น และแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี ส่วน Motorola Edge 70 Pro+ มากับ Android 16 ได้อัปเดตระบบปฏิบัติการ 3 รุ่น และอัปเดตความปลอดภัย 5 ปี ซึ่งทั้ง 3 รุ่นต่างก็จัดเต็มเรื่องความทนทานและระบบเชื่อมต่อมาให้อย่างครบถ้วน คุณผู้อ่านคิดว่าฟีเจอร์เด่นของรุ่นไหนที่ตรงใจกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณมากที่สุด