ลองนึกภาพเวลาที่เราเดินเข้าไปในร้านขายมือถือ แล้วเจอเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดวางเรียงรายอย่างสวยงาม แต่พอเหลือบไปเห็นป้ายราคาแล้วก็ต้องแอบถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับคิดในใจว่า เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ก็ยังดีอยู่นะ สถานการณ์แบบนี้กำลังเกิดขึ้นกับผู้คนทั่วโลก และมันกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนกลับไปยังโรงงานผลิตของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุดค่ายแบรนด์ดังอย่าง Apple ก็เริ่มทนกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ไหว จนต้องยอมปรับแผนครั้งใหญ่ด้วยการสั่งลดกำลังการผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงรุ่นล่าสุดลงแล้ว ซึ่งถือเป็นการเดินตามรอยคู่แข่งตลอดกาลที่เพิ่งประกาศลดการผลิตไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน

มรสุมราคาชิปทำพิษ

เรื่องนี้ถูกเปิดเผยผ่านรายงานของสื่อดังอย่าง Nikkei Asia ที่ระบุว่า Apple ได้แจ้งไปยังซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายราย ให้ทำการลดปริมาณการผลิตชิ้นส่วนที่จะนำมาประกอบเป็น iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ลง โดยยอดสั่งซื้อชิ้นส่วนเฉพาะของเดือนตุลาคมนั้น ถูกหั่นลดลงไปอย่างน้อย 15% จากแผนการผลิตเดิมที่เคยตั้งเป้าเอาไว้ตอนแรก

เบื้องหลังของการตัดสินใจหั่นยอดผลิตในครั้งนี้ เกิดมาจากปัญหาต้นทุนของชิปความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ราคาขายปลีกของตัวเครื่องที่ส่งถึงมือคนใช้งานจริงต้องขยับตัวแพงขึ้นตามไปด้วย โดยราคาของ iPhone รุ่นใหม่นี้แพงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,500 บาท) ซึ่งพอราคาแพงขึ้นแบบนี้ ก็ทำให้ความต้องการซื้อในตลาดชะลอตัวลงทันที เพราะผู้คนเริ่มคิดหนักขึ้นก่อนจะควักเงินจ่าย

ในขณะเดียวกัน ฝั่งคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Samsung ก็กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ไม่แพ้กัน โดยมีรายงานว่ายักษ์ใหญ่รายนี้กำลังเตรียมปรับลดกำลังการผลิตลงครั้งใหญ่เช่นกัน ซึ่งคาดว่าในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 นี้ Samsung จะลดปริมาณการผลิตสมาร์ทโฟนลงมากถึง 30% เลยทีเดียว

ตัวเลขที่หายไปหลายล้านเครื่อง

หากเรามาดูตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ก่อนหน้านี้เคยมีการคาดการณ์กันว่า Samsung จะสามารถผลิตสมาร์ทโฟนได้สูงถึง 270 ล้านเครื่องตลอดทั้งปี แต่จากรายงานล่าสุด ตัวเลขคาดการณ์กลับลดฮวบลงมาเหลือเพียงแค่ 200 ล้านเครื่องเท่านั้นในปี 2026 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายอดขายในตลาดนั้นตกลงไปมากขนาดไหน

ปัญหานี้ดูเหมือนจะยังไม่มีจุดจบง่าย ๆ เพราะราคาของชิปความจำซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูลและประมวลผลของสมาร์ทโฟนยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงเลย ตราบใดที่ตลาดชิ้นส่วนเหล่านี้ยังไม่มีความนิ่งและเสถียรภาพ บรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกก็คงต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดในสภาวะตลาดที่ยากลำบากแบบนี้ต่อไป

การปรับลดกำลังการผลิตของทั้งสองค่ายใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และแบรนด์ต่าง ๆ ก็ไม่สามารถฝืนกระแสต้นทุนที่แพงขึ้นได้อีกต่อไป แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ คิดว่าราคาเครื่องที่แพงขึ้นประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,500 บาท) มีผลทำให้ตัดสินใจชะลอการซื้อ iPhone รุ่นใหม่ในรอบนี้จริงไหมครับ?