เวลาที่เราแต่งห้องนอนไปเรื่อย ๆ รสนิยมความชอบของเราก็มักจะเปลี่ยนตามกาลเวลา จากที่เคยชอบแบบเรียบ ๆ โมเดิร์น วันหนึ่งก็อาจจะอยากได้ห้องแนววินเทจผสมผสานที่ดูอบอุ่นและมีเรื่องราวมากขึ้น ปัญหาคือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ อย่างเตียงนอนนี่สิ พออยากเปลี่ยนสไตล์ขึ้นมาทีนึง จะให้ทิ้งแล้วซื้อใหม่ก็เสียดายเงินแถมยังสร้างขยะโดยใช่เหตุอีกด้วย
Maya Drozdz เจ้าของเรื่องราวที่เรากำลังจะคุยกันวันนี้ เจอปัญหาโลกแตกนี้เข้าพอดี เธอบอกว่าเธอมีเตียงนอนคุณภาพดีมากตัวหนึ่ง ซึ่งดีไซน์มันออกแนวโมเดิร์นจ๋า ๆ ที่ตอนนี้เธอไม่ได้อินกับมันแล้ว เธอก็เลยคิดอยากจะเปลี่ยนเฉพาะส่วนหัวเตียงอย่างเดียว เพราะมันคือจุดเด่นที่สุดที่มองเห็นเวลาเดินเข้าห้องนอน แต่ปัญหาติดอยู่ตรงที่ว่าหัวเตียงตัวเดิมดันถอดแยกออกจากโครงเตียงไม่ได้นี่สิ
ทางออกเมื่อหัวเตียงถอดไม่ได้
เมื่อโครงเตียงกับหัวเตียงมันติดตายตัวแยกออกจากกันไม่ได้ จะให้เปลี่ยนใหม่หมดก็ไม่ใช่เรื่อง เธอก็เลยต้องใช้สมองและความคิดสร้างสรรค์หาทางออกอื่นแทนที่จะโยนเตียงเก่าทิ้งไปเฉย ๆ กลายเป็นที่มาของการทำโปรเจกต์ DIY หัวเตียงชิ้นใหม่ขึ้นมาตั้งบังไว้ด้านหน้าซะเลย เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ฉลาดและตรงจุดมากสำหรับคนงบน้อยแต่รักการแต่งบ้าน
เธอใช้งบประมาณในการทำหัวเตียงใหม่ครั้งนี้ไปแค่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,400 บาท) เท่านั้นเอง ได้ทั้งหัวเตียงดีไซน์ใหม่ที่เข้ากับรสนิยมแนววินเทจแบบที่เธอชอบในปัจจุบัน และยังช่วยต่ออายุให้เตียงนอนตัวเก่าไม่ต้องกลายเป็นขยะชิ้นโตโดยไม่จำเป็น
เบื้องหลังไอเดียแต่งห้องฉบับประหยัด
เบื้องหลังความคิดนี้มาจากความต้องการปรับเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้เข้ากับยุคสมัยและความชอบที่เปลี่ยนไปในห้องนอนของเธอเอง โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาลกับการซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งหมด มันคือการนำของที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ให้เข้ากับเทคโนโลยีการรีไซเคิลและแนวคิดรักษ์โลกที่กำลังฮิตในยุคนี้
การสร้างหัวเตียง DIY มาตั้งไว้ด้านหน้าโครงเตียงเดิมจึงตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและเรื่องเงินในกระเป๋าได้อย่างลงตัว ถือเป็นไอเดียเจ๋ง ๆ สำหรับคนที่อยากรีโนเวทห้องนอนตัวเองแบบประหยัดและได้ฟีลลิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยแรงรื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่
ถ้าห้องนอนของคุณมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่เริ่มไม่เข้ากับสไตล์ปัจจุบัน คุณจะเลือกใช้วิธี DIY ตกแต่งทับแบบนี้เหมือนเธอหรือจะยอมซื้อใหม่ยกชุดเลย
ที่มา: Apartment Therapy| Saving the world, one room at a time