ลองนึกภาพการเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยของสะสมส่วนตัว หนังสือเล่มโปรดบนชั้นวาง และของตกแต่งที่มีเรื่องราวซ่อนอยู่ทุกมุม สิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ประดับห้อง แต่คือกระจกเงาที่สะท้อนตัวตนและประสบการณ์ชีวิตของเจ้าของบ้านอย่างแท้จริง ดังที่กวีชาวอเมริกัน George Oppen เคยเขียนไว้ว่า สิ่งที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมัน คือสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจตัวตนของเราเองได้ดีที่สุด

สำหรับตำนานแฟชั่นอย่าง Gabrielle "Coco" Chanel ของทุกชิ้นในอพาร์ตเมนต์บนถนน Rue Cambon และบ้านพักตากอากาศของเธอ ไม่เคยเป็นแค่ของตกแต่งบ้านธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดมาสู่เครื่องประดับชั้นสูง หรือ Chanel High Jewelry ในคอลเลกชันล่าสุดประจำปี 2026 ที่มีชื่อว่า Signes & Symboles ซึ่งจัดแสดงผลงานอัญมณีอันประณีตถึง 85 ชิ้น

ย้อนรอยแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ในอพาร์ตเมนต์ Rue Cambon

จุดเด่นของคอลเลกชัน Signes & Symboles คือการนำเอาสัญลักษณ์ที่ Coco Chanel คุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดลงบนเครื่องประดับ ตั้งแต่สิงโตอันเป็นสัญลักษณ์ของราศีเกิด ซึ่งเคยเป็นรูปสลักประดับเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นในอพาร์ตเมนต์ของเธอ ถูกนำมารังสรรค์เป็นแหวนสิงโตประดับหินเทอร์ควอยซ์สีฟ้าสดใส นอกจากนี้ยังมีดอกคามิลเลียที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่อง La Dame aux Camélias ผลงานของ Alexandre Dumas ในปี 1848 ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มโปรดบนชั้นหนังสือของเธอ

นอกจากสิงโตและดอกไม้แล้ว คอลเลกชันนี้ยังโดดเด่นด้วยการประยุกต์ใช้รูปทรงข้าวหลามตัดแบบใหม่ที่เรียกว่า Talisman โดยเฉพาะในสร้อยคอ Talisman Graphique ที่มีการประดับด้วยพลอยแซฟไฟร์สีเหลือง และงานสลักลายดวงดาว พร้อมดอกคามิลเลียตรงกลางที่ล้อมรอบเพชรทรงเจียระไนเหลี่ยมมรกตสุดหายากขนาด 3.57 กะรัต ขณะที่สร้อยคอ Talisman de Symboles เป็นสายสร้อยทรงกระบอกที่ห้อยแผ่นเหรียญทองคำชมพูประดับแซฟไฟร์สีชมพู ถ่ายทอดรูปดอกคามิลเลีย ดวงดาว พระอาทิตย์ และสิงโตไว้อย่างลงตัว

ยิ่งไปกว่านั้น ในคอลเลกชันนี้ยังมีกำไลข้อมือรูปดวงดาวที่ผสมผสานเพชรและแร่เกร็ดหินนิลดำหรือโอนิกซ์ไว้อย่างหรูหรา ซึ่งถือเป็นการต่อยอดสัญลักษณ์ดวงดาวและดาวหางที่ Coco Chanel เคยออกแบบไว้ในคอลเลกชันไฮจิวเวลรีครั้งแรกของเธอเมื่อปี 1932 ซึ่งตอนนั้นเธอได้แรงบันดาลใจมาจากดวงดาวบนท้องฟ้าค่ำคืนในเมือง Aubazine และงานโมเสกบนพื้นอารามที่เธอเติบโตขึ้นมา

จากวิลลา La Pausa สู่จานสีอัญมณีธรรมชาติ

ความน่าสนใจอีกประการของคอลเลกชัน Signes & Symboles คือการฉีกกฎเกณฑ์เดิมของ Chanel High Jewelry ที่มักเน้นการใช้เพชรสีขาวเป็นหลัก แต่ในครั้งนี้มีการขนทัพหินและอัญมณีสีสันสดใสมาใช้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโอนิกซ์ คาร์เนเลียน เทอร์ควอยซ์ คริสโซเพรส และการ์เนตโกเมนสเปสซาร์ไทต์ ซึ่งการเลือกใช้สีสันอันลึกลับเหล่านี้ มีที่มาจากสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งในชีวิตของเธอ

สถานที่แห่งนั้นคือ La Pausa วิลลาบนเนื้อที่ 10 เอเคอร์ (ราว 25 ไร่) ในเมือง Roquebrune-Cap-Martin ริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่ง Coco Chanel ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 1928 และทางแบรนด์ Chanel ได้ซื้อคืนกลับมาเมื่อ 10 ปีก่อน พร้อมทั้งมอบหมายให้สถาปนิกชื่อดัง Peter Marino จาก ELLE Decor A-List เป็นผู้บูรณะซ่อมแซมอย่างพิถีพิถัน และนำมาใช้เป็นสถานที่เปิดตัวคอลเลกชันนี้ให้สื่อมวลชนและลูกค้าระดับสูงได้เข้าชม

บรรยากาศรอบวิลลา La Pausa โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ที่อบอวลด้วยกลิ่นดอกมะลิบนกำแพงหิน ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ดอกไอริส และต้นมะกอกโบราณถึง 250 ต้น เมื่อมองไปยังบานเกล็ดหน้าต่างของตัวบ้านที่ทาสีฟ้าพิเศษตามเฉดสีเดิม แล้วหันมามองสร้อยคอเม็ดมรกตที่ยึดด้วยตะขอหินเทอร์ควอยซ์ จะเห็นได้ทันทีว่าสีสันของอัญมณีถอดแบบมาจากงานสถาปัตยกรรมและธรรมชาติรอบตัวบ้านอย่างเด็ดขาด

การนำเอาของตกแต่งบ้านและความทรงจำในพื้นที่ส่วนตัวมาเปลี่ยนเป็นอัญมณีระดับโลก แสดงให้เห็นว่าศิลปะการตกแต่งบ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวจากแฟชั่นชั้นสูงเลย Stellene Volandes บรรณาธิการบริหารของ ELLE Decor และผู้เขียนหนังสือ Jeweler: Masters and Mavericks of Modern Design ตีพิมพ์โดย Rizzoli ได้เน้นย้ำถึงอิทธิพลของสิ่งของรอบตัวที่มีต่อการออกแบบเครื่องประดับอย่างชัดเจนในบทความนี้ แล้วคุณล่ะ มีของตกแต่งชิ้นไหนในบ้านที่ใส่ความทรงจำและแรงบันดาลใจไว้จนอยากเปลี่ยนให้กลายเป็นงานศิลปะบ้างไหม?