ช่วงนี้ถ้าใครติดตามวงการสมาร์ทโฟนก็น่าจะพอรู้ว่ามีมือถือรุ่นใหม่ ๆ ออกมาเพียบ แต่มีอยู่รุ่นหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงกันหนาหูในจีนเพราะดีไซน์หน้าจอที่แปลกไม่เหมือนใครและทำยอดขายได้แบบถล่มทลาย เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวลือลอย ๆ เพราะมาจากข้อมูลของบล็อกเกอร์สายเทคโนโลยีที่คอยตามติดส่วนแบ่งตลาดมือถือบ้านเขาโดยเฉพาะ

สมาร์ทโฟนรุ่นที่เรากำลังพูดถึงก็คือ Huawei Pura X View ที่เปิดตัวออกมาแล้วกลายเป็นสินค้ายอดฮิตแบบม้ามืด โดยข้อมูลระบุว่านับตั้งแต่เริ่มวางขายจนถึงช่วงสัปดาห์ที่ 39 ของปี 2026 หรือช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มือถือรุ่นนี้ทำยอดขายรวมไปได้แล้วประมาณ 449,800 เครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่แข็งแกร่งมากสำหรับมือถือฟอร์มแฟคเตอร์แปลกใหม่แบบนี้

ของขาดตลาดหนักจนต้องรอนาน

แม้ว่ายอดขายจะออกมาดูดีขนาดไหน แต่ปัญหาที่ตามมาติด ๆ และคนบ่นกันเยอะมากก็คือความหายากของตัวเครื่อง ยอดขายที่ดีงามนี้อาจจะพุ่งสูงไปได้มากกว่านี้อีก ถ้าหากว่าทางค่ายผลิตสินค้าออกมาทันความต้องการ เพราะตอนนี้เสียงบ่นเรื่องของหมดสต็อกมีให้เห็นกันตลอดในโลกออนไลน์

ความต้องการที่ล้นหลามทำให้พ่อค้าคนกลางหรือร้านค้ารายย่อยบางเจ้าฉวยโอกาสบวกราคาเพิ่มขึ้นไปอีกราว 500 ถึง 1,000 หยวน (ประมาณ 2,500 ถึง 5,000 บาท) จากราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ใครที่อยากได้แบบรีบใช้ก็ต้องยอมจ่ายแพงกว่าปกติ หรือถ้าสั่งผ่านเว็บไซต์ทางการตอนนี้ก็ต้องรอนานยาว ๆ โดยมีการประเมินว่าจะจัดส่งได้ก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน สำหรับคำสั่งซื้อใหม่ ๆ แถมตัวเลือกสียอดฮิตอย่างสีดำมืดหรือสี Midnight Black ก็ขึ้นสถานะว่าของหมดเกลี้ยงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หน้าจอกว้างพิเศษและสเปกจัดเต็ม

ความโดดเด่นที่ทำให้ใคร ๆ ก็อยากได้เจ้าเครื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์หน้าจอแบบทรงแท่งกว้างพิเศษ ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากมือถือทรงสูงทั่วไปในท้องตลาด ตัวหน้าจอเป็นแบบจอแบน OLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ 2232 คูณ 1320 พิกเซล และมีสัดส่วนหน้าจอ 16 ต่อ 9.5

นอกจากนี้ยังจัดเต็มเรื่องความบางและขอบจอที่แทบจะไร้ขอบ ด้วยขอบจอขนาดเท่ากันทุกด้านเพียง 1.05 มิลลิเมตร คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่หน้าจอสูงถึง 96.1% รองรับอัตรารีเฟรชเรต 120 Hz พร้อมเทคโนโลยีลดการกระพริบของหน้าจอความถี่สูง 2160 Hz PWM dimming และมีความสว่างเฉพาะจุดสูงสุดถึง 6,500 นิต ทั้งหมดนี้ถูกปกป้องด้วยกระจกกันรอย Kunlun glass ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน

ขุมพลังภายในและระบบระบายความร้อน

มาดูกันที่ไส้ในกันบ้าง รุ่นนี้จัดชิปเซ็ต Kirin 9030S มาให้ใช้งานคู่กัน พร้อมกับแผ่นระบายความร้อนห้องไอขนาดใหญ่ 6,400 ตารางมิลลิเมตร เพื่อช่วยคุมความร้อนเวลาใช้งานหนัก ๆ ส่วนเรื่องราคาก็แบ่งออกเป็นหลายความจุตามสเปกเริ่มต้น

รุ่นเริ่มต้น RAM 12 GB ความจุ 256 GB เปิดราคามาที่ 5,999 หยวน (ราว 29,000 บาท) ขยับขึ้นมาที่ความจุ 12 GB และ 512 GB ราคาอยู่ที่ 6,999 หยวน (ราว 34,000 บาท) และรุ่นท็อปสุดความจุ 1 TB ราคาอยู่ที่ 8,499 หยวน (ราว 41,000 บาท) ซึ่งราคาก็ขยับตามความจุที่ให้มาแบบจัดเต็ม

กล้องระดับท็อปและแบตเตอรี่สุดอึก

สายถ่ายรูปน่าจะถูกใจสิ่งนี้เพราะด้านหลังให้กล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์แบบ RYYB ขนาด 1 ต่อ 1.28 นิ้ว รูรับแสง f/1.8 พร้อมระบบกันสั่น OIS เสริมด้วยกล้องซูมแบบปริทรรศน์ 50 ล้านพิกเซล กล้องมุมกว้างพิเศษ 8 ล้านพิกเซล และกล้องสีปฐมภูมิรุ่นที่สอง รวมถึงกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่ก็ไม่น้อยหน้าเพราะให้มาถึง 7,000 มิลลิแอมป์ แบบแบตเตอรี่ซิลิคอนแอโนด รองรับระบบชาร์จไวแบบมีสาย 66 วัตต์ และชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ ตัวเครื่องมีความบางเพียงประมาณ 6.68 มิลลิเมตร และน้ำหนักราว 201 กรัม ทนน้ำทนฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 พร้อมรองรับการส่งข้อความผ่านดาวเทียมสองทิศทาง และรองรับซิมการ์ดแบบ eSIM โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีแดง Shadow Red, สีเทา Linen Gray, สีขาว Zero White และสีดำ Midnight Black ถ้ามือถือดีไซน์แปลกแหวกแนวแบบนี้เข้ามาขายบ้านเรา คุณคิดว่าจะน่าสนใจและน่าใช้ขนาดไหน