เคยมองโซฟาผ้าตัวโปรดที่ห้องนั่งเล่นแล้วต้องถอนหายใจไหม ยิ่งบ้านไหนใช้งานมานานหลายปี ทั้งนั่งดูทีวี กินขนม หรือนอนงีบหลังเลิกงาน จากเบาะสีครีมสว่างสดใสก็เริ่มมีรอยด่างเป็นวงสีเหลืองหม่นโผล่ขึ้นมาให้กวนใจ ไม่ว่าจะมาจากเหงื่อไคลตามตัว คราบกาแฟกระเด็น หรือแม้แต่น้ำเปล่าที่หกแล้วแห้งกรังคาเส้นใย พอเป็นโซฟาที่ถอดปลอกซักไม่ได้ หลายคนเลยคิดว่าทางเดียวคือต้องยอมทนใช้ไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายเงินหลายพันเพื่อจ้างช่างมาซัก
ความจริงแล้วเราไม่ต้องเสียเงินก้อนโตขนาดนั้นเลย เพราะในห้องครัวของเรามีคู่หูทำความสะอาดระดับตำนานซ่อนอยู่ นั่นก็คือเบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชูแท้ที่เราคุ้นเคยกันดี ของ 2 สิ่งนี้เมื่อนำมาจับคู่กันให้ถูกวิธี จะกลายเป็นน้ำยาขจัดคราบเฉพาะจุดที่ทรงพลังมาก ปลอดภัยต่อสุขภาพของคนในบ้านและสัตว์เลี้ยง แถมยังไม่มีสารเคมีรุนแรงตกค้างให้ระคายเคืองผิวเวลาเราทิ้งตัวลงนั่งพักผ่อนอีกด้วย
หลักการทำงานของคู่นี้เข้าใจได้ไม่ยากเลย เบกกิ้งโซดาหรือผงฟูทำขนมมีสภาพเป็นด่างอ่อนๆ ทำหน้าที่ดูดซับความมัน กลิ่นเหม็นอับ และช่วยดึงคราบไขมันที่เกาะแน่นออกจากเส้นใยผ้า ส่วนน้ำส้มสายชูมีสภาพเป็นกรดแอซีติก ทำหน้าที่สลายคราบแร่ธาตุ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และคลายความเหนียวของคราบสกปรก เมื่อกรดกับด่างมาเจอกันจะเกิดปฏิกิริยาเป็นฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เม็ดเล็กๆ ทำหน้าที่เหมือนฟองคลื่นขนาดจิ๋วที่ช่วยยกคราบเหลืองที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อผ้าให้ลอยขึ้นมาที่ผิวด้านบน
เตรียมอุปกรณ์ง่ายๆ ให้พร้อมก่อนเริ่มกู้ผิวเบาะ
ก่อนจะลงมือจัดการคราบ แนะนำให้เดินสำรวจของในบ้านแล้วเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมรอบเดียว จะได้ทำต่อเนื่องแบบไม่สะดุด สิ่งที่เราต้องใช้มีเบกกิ้งโซดา 1 ถุง น้ำส้มสายชูขวดขาวธรรมดา ฟ็อกกี้หรือขวดสเปรย์สำหรับฉีดน้ำ ผ้าไมโครไฟเบอร์สีขาวสะอาดสัก 2 ถึง 3 ผืน แปรงสีฟันเก่าที่มีขนแปรงนุ่ม และเครื่องดูดฝุ่นในบ้าน
สาเหตุที่ต้องเน้นย้ำว่าให้ใช้ผ้าสีขาว เพราะเวลาเราเอาผ้าชุบน้ำไปถูหรือกดซับบนโซฟา สีจากผ้าเช็ดจะไม่ตกใส่เนื้อผ้าของโซฟาให้กลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม ส่วนแปรงก็ต้องเลือกแบบขนนุ่มเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นใยผ้าของโซฟาเป็นขุยหรือฉีกขาดจากการขัดถูที่รุนแรงเกินไป
ขั้นตอนแรกสุดคือการเตรียมพื้นผิวโซฟาให้พร้อม เริ่มจากการใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษขน เศษผง และฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามซอกเบาะออกให้หมด จากนั้นให้ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนการใช้น้ำยาใดๆ เสมอ นั่นคือการทดสอบปฏิกิริยาบนจุดลับตา ให้ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วลองแต้มลงบนมุมด้านหลังหรือใต้เบาะที่มองไม่เห็น รอประมาณ 5 นาทีเพื่อดูว่าสีผ้าเปลี่ยนหรือด่างไหม ถ้าสีผ้ายังคงเดิมก็ลุยขั้นตอนต่อไปได้อย่างมั่นใจ
ขั้นตอนสลายคราบเหลืองให้หลุดออกแบบหมดจด
เมื่อทดสอบผ่านแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนลงมือจริง ซึ่งเราจะทำตามสเต็ปง่ายๆ ดังนี้
- ผสมเบกกิ้งโซดาเข้ากับน้ำเปล่าทีละนิดจนได้เนื้อข้นคล้ายยาสีฟัน ป้ายเนื้อครีมลงไปบนคราบเหลืองให้ทั่ว พยายามทาให้หนาพอดีๆ ปิดทับคราบจนมิด แต่ไม่ต้องพอกหนาจนเกินไป
- นำน้ำส้มสายชูผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใส่ขวดสเปรย์ จากนั้นฉีดพ่นละอองบางๆ ลงไปบนเบกกิ้งโซดาที่เราป้ายไว้ ทันทีที่ฉีดลงไปเราจะเห็นฟองฟู่สีขาวปุดขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นสัญญาณว่าส่วนผสมกำลังทำปฏิกิริยาดันคราบสกปรกออกจากเส้นใย
- ปล่อยให้ฟองทำงานและทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 20 นาที เพื่อให้สารทั้ง 2 ตัวทำลายคราบไขมันและเหงื่อไคลที่แห้งกรังให้สลายตัว
- ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มวนเบาๆ เป็นวงกลมรอบรอยเปื้อน ย้ำว่าให้วนเบามือที่สุด อย่าออกแรงกดหรือขัดไปมาอย่างรุนแรง เพราะคราบสกปรกอาจกระจายตัวเป็นวงกว้างกว่าเดิม
- นำผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำอุ่นบิดให้หมาดที่สุด แล้วนำมากดซับลงบนรอยเปื้อน ให้ใช้วิธีกดแล้วยกสลับกับการหมุนผ้าส่วนที่สะอาดย้ำลงไปเรื่อยๆ จนผงเบกกิ้งโซดาและคราบเหลืองถูกดูดซึมขึ้นมาบนผ้าจนหมด ห้ามถูไถลากผ้าไปมาเด็ดขาด
เป่าให้แห้งสนิท ป้องกันกลิ่นอับและความชื้น
หลายคนที่ทำความสะอาดโซฟาผ้าแล้วล้มเหลว มักตกม้าตายในขั้นตอนทำให้แห้ง เพราะปล่อยให้เบาะชื้นอยู่นานเกินไปจนเกิดเชื้อราและกลิ่นเหม็นอับตามมา เมื่อเราซับคราบสกปรกออกจนหมดแล้ว ให้เอาผ้าแห้งสะอาดอีกผืนมากดซับน้ำส่วนเกินออกจากเบาะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากนั้นให้เปิดพัดลมจ่อไว้ตรงจุดที่ทำความสะอาด หรือจะใช้ไดร์เป่าผมเปิดโหมดลมเย็นเป่าช่วยอีกแรงก็ได้ ข้อห้ามเด็ดขาดคือห้ามใช้ลมร้อนจากไดร์เป่าผม เพราะความร้อนจะทำให้เส้นใยผ้าหดตัว เสียรูปทรง และอาจล็อกคราบตกค้างที่ยังออกไม่หมดให้ฝังแน่นถาวร รอจนมั่นใจว่าเนื้อผ้าด้านในแห้งสนิทจริงๆ ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง
ถ้าโซฟาของบ้านเราแห้งสนิทดีแล้ว แต่ยังหลงเหลือผงเบกกิ้งโซดาเป็นคราบขาวจางๆ เกาะอยู่ ไม่ต้องตกใจไป ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นหัวแปรงดูดซ้ำอีกรอบ ผงสีขาวก็จะหลุดออกจนหมด เหลือไว้เพียงเบาะที่สะอาดเอี่ยม สีผ้ากลับมาสว่างตา และที่สำคัญคือกลิ่นอับเหงื่อที่เคยสะสมอยู่จะหายไปจนหมดเกลี้ยง
สูตรธรรมชาตินี้เหมาะมากกับผ้าฝ้าย ผ้าโพลีเอสเตอร์ และผ้าสังเคราะห์ทั่วไป แต่ถ้าโซฟาของคุณทำจากผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ หรือผ้ากำมะหยี่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือการขัดถูด้วยตัวเอง แล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะปลอดภัยที่สุด โซฟาผ้าตัวเก่งที่บ้านของคุณตอนนี้มีรอยด่างหรือคราบเหลืองตรงไหนที่กำลังรอให้คุณใช้วิธีนี้ไปชุบชีวิตใหม่อยู่บ้างไหม