เชื่อว่าหลายคนที่มีที่ดินอยู่ในกรุงเทพมหานคร คงเคยได้ยินเรื่องการนำที่ดินว่างเปล่ามาทำเกษตรกรรมเพื่อลดหย่อนภาษีกันมาบ้างแล้วนะครับ ภาพที่เราคุ้นตากันดีคือการเห็นสวนกล้วยหรือสวนมะนาวเล็กๆ ปลูกแทรกอยู่ระหว่างตึกสูงหรือใจกลางย่านธุรกิจ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเสียภาษีในอัตราของที่ดินเกษตรกรรม ซึ่งมีราคาถูกกว่าภาษีที่ดินว่างเปล่าหลายเท่าตัวนัก
แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าสถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปครับ เพราะทางกรุงเทพมหานครกำลังพิจารณาปรับเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่เมืองใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่าการทำเกษตรในพื้นที่เหล่านี้เป็นการทำเกษตรจริงหรือเป็นเพียงการทำเพื่อเลี่ยงภาษีเท่านั้น ซึ่งถ้าหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เข้าข่ายการทำเกษตรตามมาตรฐานที่กำหนด เจ้าของที่ดินอาจจะต้องเตรียมตัวจ่ายภาษีในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จับตาเกณฑ์ใหม่ที่กำลังจะมาถึง
สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือทางกรุงเทพมหานครต้องการจัดระเบียบที่ดินรกร้างที่ถูกนำมาปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชั่วคราว เพื่อหวังผลทางภาษีโดยเฉพาะ โดยการปรับปรุงเกณฑ์ครั้งนี้จะเน้นไปที่การตรวจสอบความจริงจังของการทำเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนต้นพืชที่ปลูกต่อพื้นที่ หรือกิจกรรมการเกษตรที่ต้องมีผลผลิตออกมาจริงและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้เพียงเพื่อให้ดูเหมือนเป็นพื้นที่สีเขียวเท่านั้น
การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าของที่ดินในเขตกรุงเทพฯ ที่เคยใช้ช่องทางนี้ในการประหยัดภาษี เพราะหากเกณฑ์ใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ การปลูกกล้วยหรือมะนาวเพียงไม่กี่ต้นในพื้นที่ขนาดใหญ่ อาจจะไม่เพียงพอต่อการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเกษตรกรรมอีกต่อไป และอาจต้องถูกประเมินภาษีในอัตราที่ดินประเภทอื่น ซึ่งมีอัตราการจัดเก็บที่สูงกว่ามาก
เจาะลึกความคุ้มค่าของการทำเกษตรในเมือง
เหตุผลสำคัญที่ทางกรุงเทพมหานครต้องขยับตัวเรื่องนี้ เป็นเพราะต้องการให้ที่ดินในเมืองถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และมีความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการพบว่าที่ดินราคาสูงหลายแห่งถูกนำมาปลูกพืชสวนครัวบังหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสในการนำที่ดินเหล่านั้นไปพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเมือง
สำหรับคนที่ทำเกษตรจริงๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็อาจจะต้องเตรียมเอกสารและหลักฐานการเพาะปลูกให้ชัดเจนขึ้น เพื่อยืนยันว่าพื้นที่ของตนเป็นการทำเกษตรเพื่อสร้างรายได้จริงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่การปลูกเพื่อหวังผลทางภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะการตรวจสอบในอนาคตจะมีความเข้มข้นและละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่เกษตรกรไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้
- ตรวจสอบเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินของกรุงเทพมหานครให้เป็นปัจจุบัน เพื่อดูว่ากิจกรรมเกษตรที่ทำอยู่ยังเข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือไม่
- เตรียมหลักฐานการทำเกษตรจริง เช่น บันทึกการจำหน่ายผลผลิต รูปถ่ายการดูแลรักษาพืช และรายการค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยหรืออุปกรณ์การเกษตร เพื่อใช้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่เมื่อมีการเข้าตรวจสอบ
- ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูกพืชให้มีความหนาแน่นและได้มาตรฐานตามที่หน่วยงานท้องถิ่นกำหนด เพื่อให้เข้าข่ายการเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่แท้จริงตามข้อกำหนดของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- พิจารณาความคุ้มค่าระหว่างการเสียภาษีที่ดินเกษตรกรรมที่อาจเพิ่มขึ้น กับการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นที่อาจสร้างรายได้ที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
คุณคิดว่าการปรับเกณฑ์ภาษีในครั้งนี้ จะช่วยให้ที่ดินในเมืองถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าขึ้น หรือจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่ตั้งใจทำเกษตรในเมืองจริงๆ มากกว่ากันครับ
ที่มา: "เกษตรกรรม" - Google News